Investor Relations

MD & A

ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ปี 2563

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 เศรษฐกิจไทยและต่างประเทศ ส่งผลให้ทุกประเทศทำการล็อกดาวน์ประเทศ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเริ่มผ่อนปรนมาตรการควบคุมดังกล่าวในปลายไตรมาสที่ 3/2563 ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป การบริโภคภาคเอกชนเริ่มทยอยฟื้นตัว ประกอบกับมีการใช้จ่ายภาครัฐซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ

ด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ได้มีแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศปี 2563-2580 (PDP2018 ปรับปรุงครั้งที่ 1) ให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทน โดยเปิ ดเสรีระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา รวมถึงส่งเสริมการลงทุนเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของอุปทานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน โดยมี การปรับเกณฑ์ด้านพลังงาน ได้แก่ การเปิดเสรีนำเข้าก๊าซธรรมชาติ LNG โดยอนุญาตให้เอกชนรายใหม่สามารถจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (LNG Shipper) จากปัจจุบันที่ตลาดมีผู้รับอนุญาตน้อยราย ซึ่งอาจทำให้ก๊าซในประเทศมีราคาถูกลง

ผลการดำเนินงาน

ภาพรวมของผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

บริษัทและบริษัทย่อย ดำเนินธุรกิจแยกเป็นสายผลิตภัณฑ์หลักได้ 2 ประเภท คือ ธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และระบบสาธารณูปโภค (ผลิตกระแสไฟฟ้าและน้ำใช้เพื่ออุตสาหกรรม)

ธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บริษัทฯดำเนินธุรกิจในประเภทเขต/สวนอุตสาหกรรมจำนวน 10 โครงการ ตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, จังหวัดระยอง(อำเภอบ้านค่ายและปลวกแดง), จังหวัดปราจีนบุรี และในจังหวัดชลบุรี ที่โครงการบ่อวิน,เขาคันทรง, แหลมฉบัง หนองใหญ่และ เขาไม้แก้ว ซึ่งลูกค้าให้ความสนใจด้านทำเลที่ตั้ง และการคมนาคมที่สะดวกและรวดเร็ว ประกอบกับสิทธิประโยชน์ภายใต้ พรบ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยในด้านการตลาด บริษัทได้ร่วมมือกับ Nippon Steel Trading Corporation ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทเข้ามาทำการตลาดให้ นอกจากนี้บริษัทยังเสริมด้านการตลาด โดยการจัดตั้งทีมงานการตลาดของบริษัทที่เป็นคนไทยและคนจีนโดยเฉพาะ เพื่อคอยดูแลนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ทั้งในด้านก่อนการขายและบริการหลังการขาย

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย ยังสามารถประสบความสำเร็จในด้านผลการดำเนินงานตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าชาวจีนที่สนใจมาลงทุนในประเทศไทย

ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตนํ้าเพื่ออุตสาหกรรมและการบำบัดนํ้าเสียบริหารจัดการโดยบริษัทและบริษัทย่อย (บริษัทย่อย คือ บริษัท โรจนะ อินดัสเตรียล แมเนจเม้นท์ จำกัด) ซึ่งเป็นการให้บริการแก่โรงงานอุตสาหกรรมภายในโครงการ ในงบการเงินรวมจะมีการตัดรายการระหว่างกัน

ธุรกิจผลิตและจำหน่ำยไฟฟ้ำได้มีกำรดำเนินกำร ดังนี้

บริษัทย่อย (บริษัท โรจนะ เพาเวอร์ จากัด) เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Cogeneration Power Plant) ซึ่งตั้งอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีกาลังการผลิตรวม 470 เมกะวัตต์ ซึ่งขายให้กับ กฟผ. 270 เมกะวัตต์(ในรูปแบบสัญญา SPP-Firm) ส่วนที่เหลือขายให้กับโรงงานเอกชนภายในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

บริษัทย่อย (บริษัท โรจนะ เอ็นเนอร์จี จากัด) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งตั้งอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีกาลังการผลิตรวม 24 เมกะวัตต์(3 ฟาร์ม ฟาร์มละ 8 เมกะวัตต์) ซึ่งปัจจุบันดำเนินการเต็มกาลังการผลิตและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาครับซื้อทั้งหมดภายใต้สัญญา VSPP

ในปี 2563 บริษัทได้ขยายธุรกิจเพิ่มเติมในการประกอบธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ประเภทติดตั้งบนหลังคา ในนาม บริษัท อาร์ เจ เอนเนอร์จี จากัด และ บริษัท อาร์แอลเอ็น เอ็นเนอร์จี จากัด

ตารางสรุปผลกำรดำเนินงำนของบริษัทฯ และบริษัทย่อย

หน่วย: ล้านบาท

  ปี 2563 ปี 2562 เปลี่ยนแปลง ร้อยละ
รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ - สุทธิ (1) 738.86 531.71 207.15 39.0
รายได้จากการขายไฟฟ้า - สุทธิ (1) 1,703.52 1,637.23 66.29 4.0
รายได้จากการให้บริการและให้เช่า - สุทธิ (1) 195.94 201.91 (5.97) (3.0)
รายได้เงินปันผล 254.04 190.64 63.40 33.3
กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงิน 683.69 1,639.35 (955.66) (58.3)
รายได้จากการดำเนินงานอื่น 154.71 148.65 6.06 4.1
รวมรายได้จากการดำเนินงาน 3,730.76 4,349.49 (618.73) (14.2)
รวมค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน 564.39 589.30 (24.91) (4.2)
กำไรจากกิจกรรมดำเนินงานก่อนส่วนแบ่งกำไร (2) 3,166.37 3,760.19 (593.82) (15.8)
ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 59.78 61.23 (1.45) (2.4)
ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้า (80.84) (104.11) 23.27 (22.4)
กำไรจากการดำเนินงาน 3 3,145.31 3,717.31 (572.00) (15.4)
ต้นทุนทางการเงิน 1,038.88 1,127.05 (88.17) (7.8)
ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 216.47 361.32 (144.85) (40.1)
กำไรสุทธิ 1,889.96 2,228.94 (338.98) (15.2)

1 รายได้จากการขาย หักด้วยต้นทุนขาย

2 กำไรจากกิจกรรมดำเนินงานก่อนส่วนแบ่งกำไร(ขาดทุน)จากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้

3 กำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้

คำอธิบายและวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน (เปรียบเทียบ ปี 2563 และ 2562)

ผลประกอบการปี 2563,2562 และ 2561 มีจำนวน 1,889.96 , 2,228.94 และ 1,077.88 ล้านบาท ตามลำดับ ผลประกอบการในปี 2563 เพิ่มขึ้นจากปี 2561 แต่ลดลงกว่าปี 2562 คิดเป็นร้อยละ 15.2 เป็นผลมาจากรายการกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงิน ที่มีการเปลี่ยนแปลงตามมูลค่าตลาดของหลักทรัพย์ ณ วันสิ้นงวด โดยในปี 2563 และ 2562 มีรายการปรับมูลค่าเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ทางการเงิน 693.69 ล้านบาท และ 1,639.35 ล้านบาท ตามลำดับ ส่งผลให้อัตรากำไรอื่นปี 2563 อยู่ที่ร้อยละ 8.00 ลดลงจากร้อยละ 13.67 ในช่วงเดียวกันของปี 2562

รายได้จากประกอบกิจการของบริษัทและบริษัทย่อยคือ รายได้จากการขายที่ดิน, รายได้จากการขาย(ธุรกิจผลิตไฟฟ้า) รายได้ค่าเช่าและบริการ ในปี 2563 มีรายได้สุทธิ (รายได้จากการขาย หักด้วยต้นทุนขาย) จากการประกอบกิจการ 2,638.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี ก่อนซึ่งมีจำนวน 2,370.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 267.47 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 11.30 และในปี 2561 มีจำนวน 2,75.42 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ – สุทธิ ในปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 738.86 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ก่อน เพิ่มขึ้น 207.15 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 39 และปี 2561 จำนวน 476.97 ล้านบาท โดยการรับรู้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามงบการเงินจะรับรู้รายได้ต่อเมื่อมีการโอนกรรมสิทธ์ไปให้กับลูกค้า ซึ่งในปี ที่ผ่านมาบริษัทและบริษัทย่อยได้ทำการโอนกรรมสิทธ์ิในที่ดินให้กับลูกค้าที่ซื้อที่ดินในโครงการที่พระนครศรีอยุธยา, ระยองปลวกแดง, ปราจีนบุรี,ชลบุรี-แหลมฉบัง และชลบุรี-บ่อวิน รวมเป็นจำนวน 325 ไร่

รายได้จากการขายไฟฟ้า – สุทธิในปี 2563 ของบริษัทย่อย เท่ากับ 1,703.52 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 66.29 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4 และปี 2561 มีจำนวน 1,725.96 ล้านบาท เนื่องจากในปี 2563 บริษัทได้มุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งราคาของก๊าซธรรมชาติที่ปรับลดตามราคาปิ โตรเคมีอ้างอิงในตลาดโลกปรับลดลง จึงส่งผลให้มีกำไรขั้นต้นในส่วนธุรกิจนี้มากกว่าปี ก่อน ถึงแม้ว่ารายได้จะลดลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID 19 ที่รัฐบาลขอความร่วมมือในการใช้มาตราการล็อกดาวน์ ทำให้โรงงานภายในโครงการลดชั่วโมงการทำงานลงก็ตาม

ราคาของก๊าซธรรมชาติที่ปรับลดในปี 2563 เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทดีขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 21.71 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19.27 เหมือนเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ก่อน

รายได้ค่าเช่าและบริการ– สุทธิในปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อยมี เท่ากับ 195.94 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ก่อน ลดลง 5.97 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3 และปี 2561 มีจำนวน 172.49 ล้านบาท เป็นรายได้เกี่ยวกับค่าน้ำเพื่ออุตสาหกรรม, ค่าบริการบำบัดน้ำเสีย, ค่าบริการส่วนกลางภายในโครงการ และรายได้จากส่วนงานธุรกิจบริหารทางการแพทย์เล็กน้อย

ต้นทุนขายสินค้าและบริการ

ปี 2563 ปี 2562 เปลี่ยนแปลง ร้อยละ
ต้นทุนการขายอสังหาริมทรัพย์ - สุทธิ 664.73 315.48 349.25 110.70
ต้นทุนการขายไฟฟ้า - สุทธิ 8,317.32 8,971.21 (653.89) (7.29)
ต้นทุนการให้บริการและให้เช่า - สุทธิ 533.87 646.70 (112.83) (17.45)
รวมต้นทุนขายละบริการ 9,515.92 9,933.39 (417.47) (4.20)

ต้นทุนการขายอสังหาริมทรัพย์ ปี 2563,2562 และ 2561 เท่ากับ 664.73 , 315.48 และ 373.01 ล้านบาท ตามลำดับ เนื่องจากที่ดินที่รับรู้ในปี 2563 มีหลายโครงการ เช่นโครงการชลบุรี, ระยองและอยุธยา ซึ่งบางโครงการต้นทุนที่ดินสูงกว่าในปี 2562

ต้นทุนการขายไฟฟ้า – สุทธิ ปี 2563,2562 และ 2561 เท่ากับ 8,317.32 , 8,971.21 และ 8,444.83 ล้านบาท ตามลำดับ โดยต้นทุนในปี 2563 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 7.29 จากปัจจัยราคาของก๊าซธรรมชาติที่ปรับลดลง

ต้นทุนการให้บริการและให้เช่า ปี 2563,2562 และ 2561 เท่ากับ 553.87 , 646.70 และ 512.77 ล้านบาท ตามลำดับ โดยต้นทุนในปี 2563 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลง 112.83 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.45

รายได้เงินปันผล ปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อยมี เท่ากับ 254.04 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 63.40 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33.3 และปี 2561 มีจำนวน 68.68 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินปันผลรับจากเงินลงทุนในตราสารทุน ที่จดทะเบียนในประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์

ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน ปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 564.38 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลง 24.92 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4.2 เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนินการธุรกิจเพื่อติดต่อลูกค้า, การโฆษณาประชาสัมพันธ์, ค่านายหน้า, ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธ์ิในที่ดินให้กับลูกค้า และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการบริหารทั่วไป

ต้นทุนทางการเงิน ปี 2563 บริษัทและบริษัทย่อยมีต้นทุนทางการเงิน เท่ากับ 1,038.88 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ก่อน ลดลง 88.17 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.8 เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อใช้ในการลงทุนและขยายโครงการต่างๆ ของบริษัทและบริษัทย่อย ตลอดจนเพื่อใช้ในการลงทุนบริษัทย่อยและบริษัทร่วม เพื่อก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต

อัตราดอกเบี้ยในปี 2563 และ 2562 มีอัตราดอกเบี้ยของหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย ดังนี้

อัตราดอกเบี้ยถัวเฉลี่ย
2563 2562
เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน 1.95 - 2.10% 2.20 - 3.20%
เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน 0.01 - 4.89% 0.01 - 5.01%
หนี้สินตามสัญญาเช่า (*) 3.86 - 6.25% -
เจ้าหนี้ซื้อสินทรัพย์ 4.36 - 5.01% 5.01 - 5.26%
หุ้นกู้ 3.40 - 4.40% 3.40 - 4.40%

* สภาวิชาชีพบัญชี กำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป กิจการต้องนำมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 16 เรื่องสัญญาเช่า มาปฏิบัติใช้ ซึ่งมาตราฐานได้กำหนดหลักการของการรับรู้รายการ การวัดมูลค่า การแสดงรายการและการเปิดเผยข้อมูลของสัญญาเช่า และกำหนดให้ผู้เช่ารับรู้สินทรัพย์และหนี้สินสำหรับสัญญาเช่าทุกรายการที่มีระยะเวลาในการเช่ามากกว่า 12 เดือน เว้นแต่สินทรัพย์อ้างอิงนั้นมีมูลค่าต่ำ ซึ่งรายการดอกเบี้ยนั้น เกิดจากการคิดลดจากเงินที่จะต้องจ่ายตามสัญญาเช่าตามมาตราฐานการรายงานทางการเงินฉบับนี้

คำอธิบายและวิเคราะห์ฐานะการเงิน

2563 2562 เปลี่ยนแปลง ร้อยละ
รวมสินทรัพย์ 49,717.18 49,494.87 222.31 0.4
รวมหนี้สิน 29,355.99 30,435.16 (1,079.17) (3.5)
รวมส่วนของผู้ถือหุ้น 20,361.20 19,059.73 1,301.47 6.8

สินทรัพย์

สินทรัพย์รวมของบริษัทและบริษัทย่อย ณ 31 ธันวาคม 2563 เท่ากับ 49,717.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 222.31 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ทั้งนี้มีรายการสินทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงสำคัญดังต่อไปนี้

  • เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสิ้นปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 812.94 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลดลง 1,220.11 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 60
  • เงินฝากสถาบันการเงินที่ใช้เป็นหลักประกันสิ้นปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 1,834.9 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เพิ่มขึ้น 744.25 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 68.2
  • สินทรัพย์ทางการเงิน ณ สิ้นปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 8,254.14 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เพิ่มขึ้น 1,112.42 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 15.7 จากการซื้อขายเงินลงทุนในตราสารทุน และเพิ่มขึ้นจากการปรับมูลค่ายุติธรรมตามมาตรฐานการบัญชี
  • เงินลงทุนในบริษัทร่วม – สุทธิณ สิ้นปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 2,568.05 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เพิ่มขึ้น 408.62 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18.9 เนื่องจากในปี 2563 ได้มีการเพิ่มทุนในบริษัท ทีอาร์เอ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด จำนวน 385.9 ล้านบาท และได้รับเงินปันผลจาก บริษัท ออปอเรชั่น เอ็นเนอร์ยี่ กรุ๊ป จำกัด จำนวน 41.25 ล้านบาท
  • ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นสิ้นปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 1,473.52 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลดลง 175.88 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.70 ซึ่งลูกหนี้ส่วนใหญ่เป็นของธุรกิจโรงไฟฟ้าและพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นไปตามรายได้จากการขายไฟฟ้าสำหรับลูกหนี้ประเภทค่าบริการสาธารณูปโภค บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายการตั้งค่าเผื่อหนี้สูญ และสงสัยจะสูญตามหลักความระมัดระวัง โดยการประเมินสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากยอดลูกหนี้ และระดับความเพียงพอตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 (TFRS 9) รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ส่วนลูกหนี้จากประเภทขายที่ดิน ไม่มีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เนื่องจากกรรมสิทธ์ิในที่ดินจะโอนให้ลูกค้าต่อเมื่อลูกค้าชำระเงินเสร็จสิ้นครบตามสัญญา จึงไม่มีความเสี่ยงใด ๆ
  • ต้นทุนการพัฒนาที่ดิน ณ สิ้นปี ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 7,958.70 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เพิ่มขึ้น 1,701.99 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 27.2 การจากการดำเนินงานตามปกติ โดยมีรายการหลัก ดังนี้

    หน่วย : ล้านบาท
    ต้นทุนพัฒนาในปี 518.74
    โอนเป็นต้นทุนขาย (654.19)
    รับโอนจากที่ดินรอพัฒนา 1,852.66
    อื่นๆ (15.22)
    รวม ต้นทุนพัฒนาที่ดินเพิ่มขึ้น 1,701.99

  • ที่ดินรอการพัฒนาสิ้นปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 4,248.87 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลดลง 1,881.56 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30.7 จากการโอนไปเป็นต้นทุนพัฒนาที่ดิน
  • ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สุทธิณ สิ้นปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 20,087.29 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลดลง 626.55 ล้านบาท จากการตัดค่าเสื่อมราคาประจำปีตามปกติ
  • สินทรัพย์สิทธิการใช้ – สุทธิสิ้นปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 394.67 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เพิ่มขึ้น 169.41 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 75.2 เป็นผลกระทบจากการนำมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 16 เรื่องสัญญาเช่ามาปฏิบัติใช้ ซึ่งในระหว่างรอบบัญชีได้มีการบันทึกสิทธิการใช้ในที่ดิน ส่วนปรับปรุงที่ดินอาคาร และส่วนปรับปรุงอาคารรวม 207.85 ล้านบาท และการตัดค่าเสื่อมราคาสำหรับปี 38.44 ล้านบาท

หนี้สิน

หนี้สินรวมของบริษัทและบริษัทย่อย ณ 31 ธันวาคม 2563 เท่ากับ 29,355.99 ล้านบาท ลดลง 1,079.17 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.5 เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯและบริษัทย่อยในปี 2563 ลดลงจากปี 2562 ซึ่งมีจำนวน 1.44 และ 1.60 ตามลำดับ ทั้งนี้มีรายการหนี้สินที่เปลี่ยนแปลงสำคัญดังต่อไปนี้

  1. เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่นสิ้นปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 529.75 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลดลง 115.18 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.9 ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้ของบริษัท โรจนะ เพาเวอร์ จำกัด , บริษัท โรจนะ อินดัสเตรียล แมเนจเม้นท์ จำกัด และบริษัท
  2. เจ้าหนี้ซื้อสินทรัพย์-สุทธิ ณ สิ้นปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 664.80 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เพิ่มขึ้น 252.32 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 61.2 โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้ของบริษัท โรจนะ เพาเวอร์ จำกัด และ บริษัท โรจนะ อินดัสเตรียล แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นเจ้าหนี้ค่าก่อสร้างสินทรัพย์เพื่อการดำเนินงาน
  3. เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน ณ สิ้นปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 1,297.21 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลดลง 399.31 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23.5
  4. เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน ณ สิ้นปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 15,703.25 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลดลง 229.12 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.44
  5. หุ้นกู้ – สุทธิ ณ สิ้นปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 8,661.52 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลดลง 1,018.98 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.5 ซึ่งในปี 2563 มีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระจำนวน 2,617.60 ล้านบาท และในระหว่างปี ได้มีการออกหุ้นกู้เพิ่มมูลค่า 1,600 ล้านบาท อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.90%
  6. หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี ณ สิ้นปี 2563 ของบริษัทและบริษัทย่อย เท่ากับ 677.75 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เพิ่มขึ้น 136.74 ล้านบาท คิดเป็ นร้อยละ 25.3 จากการบันทึกค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้จากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของสินทรัพย์ทางการเงิน
  7. ค่างวดที่ยังไม่รับรู้รายได้สำหรับปี สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 แยกตามโครงการได้ดังนี้
    ชื่อโครงการ มูลค่าตามสัญญา เงินถึงกำหนดชำระ เงินชำระแล้วสะสม คงเหลือจำนวนที่ยังไม่ได้ถึงกำหนดชำระ
    ล้านบาท ล้านบาท % ล้านบาท % ล้านบาท %
    อยุธยา 824.74 431.12 52.27 431.12 52.27 393.62 47.73
    ระยอง - บ้านค่าย 58.92 9.95 16.89 9.53 16.89 48.97 83.11
    ระยอง - ปลวกแดง 329.60 216.71 65.75 216.71 65.75 112.88 34.25
    ชลบุรี-แหลมฉบัง 128.40 64.10 49.92 64.10 49.92 64.30 50.08
    ชลบุรี-บ่อวิน 696.21 423.25 60.79 423.25 60.79 272.96 39.21

  8. ภาระผูกพันและหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น มีดังนี้

    สัญญาเช่าระยะยาว

    บริษัทฯและบริษัทย่อยได้ทำสัญญาเช่าสำนักงานและบริการสาธารณูปโภค โดยสัญญาเช่าจะมีอายุ 3 ปี

    ภาระผูกพันจากสัญญาระยะยาว
    1. สัญญาขายกระแสไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีอายุสัญญา 25 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในปี 2565 - 2585
    2. สัญญาซื้อก๊าซกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สัญญามีระยะเวลา 21 ปี ซึ่งสามารถต่ออายุสัญญาออกไปได้อีก 4 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในปี 2567 - 2585
    3. สัญญาซื้อขายน้ำดิบกับ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) สัญญามีระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในปี 2570
    4. สัญญาจ้างบริหารจัดการโรงไฟฟ้ากับ บริษัท ออปอเรชั่นนอล เอ็นเนอร์ยี่ กรุ๊ป จำกัด สัญญามีระยะเวลา 10 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในปี 2566

ส่วนของผู้ถือหุ้น

บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ ณ สิ้นปี 2563 เท่ากับ 14,731.72 ล้านบาท เมื่อเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เพิ่มขึ้น 916.73 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6.7 ซึ่งเกิดจากการรับรู้กำไรสุทธิประจำปี หักด้วยการจ่ายเงินปันผล

วิเคราะห์งบกระแสเงินสด

งบกระแสเงินสด

งบการเงินรวม (หน่วย : ล้านบาท)
2563 2562 2561
เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 2,974.01 1,921.82 2,038.71
เงินสดสุทธิได้มา(ใช้ไป)ในกิจกรรมลงทุน (1,877.44) (2,900.47) 481.28
เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน (2,316.68) 2,122.66 (2,330.35)
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) - สุทธิ (1,220.11) 1,144.01 189.64
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ วันต้นปี 2,033.05 889.04 699.40
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ วันสิ้นปี 812.94 2,033.05 889.04

สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2563 บริษัทและบริษัทย่อย มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด จำนวน 812.94 ล้านบาท ลดลง 1,220.11 ล้านบาท หรือร้อยละ 60 จากสิ้นปี 2562 โดยมีสาเหตุหลักดังนี้

  1. กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 2,974.01 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากกำไรจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงาน 3,607.92 ล้านบาท คือ (1) ด้านสินทรัพย์ดำเนินงานได้แก่ ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้หมุนเวียนอื่นลดลง 176.33 ล้านบาท, ต้นทุนพัฒนาที่ดินลดลง 276.77 ล้านบาทและเงินจ่ายล่วงหน้าซื้อที่ดินและก่อสร้าง (2) หนี้สินดำเนินงานได้แก่ เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นลดลง 116.21 ล้านบาท หนี้สินที่เกิดจากสัญญาเพิ่มขึ้น 129.42 ล้านบาทและเงินจ่ายดอกเบี้ยจ่าย 1,130.15 ล้านบาท
  2. กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 1,877.44 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน 456.73 ล้านบาท, เงินฝากสถาบันการเงินที่ใช้เป็นหลักประกันเพิ่มขึ้น 744.25 ล้านบาท, จ่ายให้กู้ยืมแก่กิจการที่เกี่ยวข้องกัน 116.13 ล้านบาท, ซื้อเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม 452.06 ล้านบาท, ซื้อที่ดินอาคารอุปกรณ์ 396.04 ล้านบาท และมีเงินปันผลรับ 295.29 ล้านบาท
  3. กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 2,316.68 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากรายการหลัก ได้แก่ เงินสดรับจากการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 2,718.26 ล้านบาท เงินสดจ่ายชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 3,470.28 ล้านบาท เงินสดรับจากการออกหุ้นกู้ 1,600 ล้านบาท เงินสดจ่ายชำระคืนหุ้นกู้ 2,617.60 ล้านบาท และเงินปันผลจ่าย 551.99 ล้านบาท

สภาพคล่อง

หากพิจารณาอัตราส่วนสภาพคล่องของบริษัทฯและบริษัทย่อยในปี 2563 และ 2562 ซึ่งเท่ากับ 2.29 เท่า และ 1.64 เท่า ตามลำดับโดยอัตราส่วนสภาพคล่อง จากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นว่าบริษัทฯมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจและการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการพัฒนาที่ดินและให้บริการเพิ่มขึ้นตามความต้องการของลูกค้า อย่างไรก็ดี หากบริษัทฯและบริษัทย่อยคาดว่ามีปัจจัยใดเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง หรือมีแนวโน้มที่จะมีผลกระทบต่อบริษัทฯ บริษัทฯ จะดำเนินการหาทางป้องกันและแก้ไขปรับปรุงเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยดังกล่าวให้น้อยลงหรือหมดไป เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทฯหรือบริษัทย่อย

ความเหมาะสมของโครงสร้างเงินทุน

บริษัทมีแหล่งเงินทุนหลักเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และตลอดจนระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ คือเงินทุนจากการดำเนินงาน และเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินทั้งระยะยาวและระยะสั้น อย่างไรก็ดี ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการขายไฟฟ้า ยังมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจและให้ผลตอบแทนที่ดี

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานหรือฐานะการเงินในอนาคต

บริษัทและบริษัทย่อยมีแผนการขยายธุรกิจในอนาคต ซึ่งประกอบด้วยการขยายการลงทุนในธุรกิจด้านพัฒนาเขต/สวนอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี จำนวน 4 แห่ง ซึ่งในภูมิภาคนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการเกี่ยวกับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ มีแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์ทั้งระบบ สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรม เป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้

อัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวนสูง และการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของภาคเอกชนจะมีความสำคัญมากขึ้น จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงจะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวนมากขึ้นในระยะต่อไป โดยบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของสินทรัพย์และหนี้สินที่เป็ นเงินตราต่างประเทศจะต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น

อีกประเด็นที่สำคัญคือเรื่องของวัคซีนโควิด 19 ซึ่งประเทศไทยที่รับเมื่อต้นปี 2564 หลังจากสามารถนำออกแจกจ่ายได้ในวงกว้าง ความเชื่อมั่นของภาคผู้บริโภคและการลงทุนน่าจะเริ่มฟื้ นตัวได้อย่างชัดเจน อาจส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศ เพื่อติดต่อลงทุนกลับมาเป็นปกติ ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีการแพร่ระบาดในประเทศอย่างรุนแรง